คณะกรรมการบริหารโครงการริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (ICI) ติดตามประเมินภายในวันที่1-2 เมษายน 2569
ณ.บ้านแม่เอาะ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
คณะกรรมการบริหารโครงการโครงการริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (ICI) ได้มาติดตามการดำเนินงานโครงการในปี3โดยมีคณะกรรมการบริหารได้มาติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในการจัดกิจกรรมในรอบ3เดือนที่ผ่านมาว่าแต่ละกิจกรรมได้ดำเนินการถึงใหนอย่างไร มีปัญหาอุปสรรค ข้อท้าทาย อย่างไรบ้างโดยครั้งนี้กรรมการได้ดูพื้นที่ปฏิบัติการจริงและร่วมแลกเปลี่ยนผลการดำเนินงานกับผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่โครงการ กลุ่มสตรี และร่วมฟังข้อมในการดำเนินงานและข้อเสนอแนะการดำเนินการให้ดีขึ้นต่อไป
ชุมชนบ้านสบแม่รวมจัดโครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลา เสริมความยั่งยืนทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม
ระหว่างวันที่ 23 – 24 มีนาคม 2569 ณ บริเวณเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาบ้านสบแม่รวม หมู่ที่ 1 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านสบแม่รวมร่วมกับมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้จัดโครงการ “อนุรักษ์พันธุ์ปลาบ้านสบแม่รวม” ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (Inclusive Conservation Initiative: ICI Fund)
โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเพิ่มปริมาณพันธุ์ปลาในเขตอนุรักษ์ ตลอดจนส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการขยายพันธุ์สัตว์น้ำด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่ชุมชน พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานภายนอกในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
บ้านสบแม่รวมเป็นชุมชนชาติพันธุ์ปกาเกอะญอที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับลำน้ำแม่แจ่มมาอย่างยาวนาน โดยชุมชนได้กำหนดพื้นที่อนุรักษ์สัตว์น้ำและมีกฎระเบียบในการดูแลรักษาทรัพยากรมาแล้วกว่า 15 ปี ส่งผลให้ระบบนิเวศในพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ภัยธรรมชาติ และการเพิ่มขึ้นของความต้องการบริโภค ส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง จึงเกิดความจำเป็นในการฟื้นฟูและเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในพื้นที่
ภายในกิจกรรมครั้งนี้ มีการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการผสมเทียมปลา โดยวิทยากรจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิชาการควบคู่กับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในบริบทความหลากหลายทางสังคม รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน กลุ่มสตรี เยาวชน และภาคีเครือข่าย
อีกทั้ง การดำเนินกิจกรรมยังผสานเข้ากับพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ของคนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความสามัคคี ความศรัทธา และความร่วมมือของคนในชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำทั้งในและนอกเขตอนุรักษ์ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ชุมชน ตลอดจนยกระดับองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในการเป็นผู้ดูแลทรัพยากรของตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป
• แม่ฮ่องสอน – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มขวดขึ้น กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโผล่วในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่โขงตอนบนได้ลุกขึ้นมายืนยันสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง โดยเมื่อวันที่ 26–27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ บ้านสบโขง ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการจัดงานประกาศให้พื้นที่ "บ้านสบโขง–ห้วยมะน้ำ" เป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษลำดับที่ 24 ของประเทศไทย
.
• เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชนอย่างมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต.แม่สวด รวมถึงโครงการอนุรักษ์ระดับสากลอย่าง Inclusive Conservation Initiative (ICI) เพื่อสร้างเกราะคุ้มครองวิถีชีวิตดั้งเดิมที่กำลังถูกเบียดขับด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและเศรษฐกิจสมัยใหม่
.
• แรงบีบคั้นจากกฎหมายป่าไม้และการรุกคืบของเกษตรเชิงเดี่ยว | ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนบ้านสบโขงและบ้านห้วยมะน้ำ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกประกาศทับซ้อนด้วยกฎหมายป่าไม้ของรัฐ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พื้นที่ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความกังวลว่าวิถีการทำกินแบบ "ไร่หมุนเวียน" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
นอกจากปัญหาด้านกฎหมายแล้ว พื้นที่สูงในภาคเหนือยังเผชิญกับการรุกคืบของพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่มาพร้อมกับการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ระบบนิเวศดั้งเดิมและความหลากหลายทางชีวภาพเริ่มเสื่อมโทรมลง การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ชาวบ้านนำมาใช้สื่อสารกับสาธารณะว่า พื้นที่ของพวกเขามีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพและควรค่าแก่การคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553
.
• วัฒนธรรมไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือหน้าที่ดูแลทรัพยากร | นายไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ให้ทัศนะในเชิงรายงานสถานการณ์ว่า การประกาศเขตพิเศษนี้ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิเหนือพลเมืองกลุ่มอื่น แต่เป็นการยืนยันสถานะความเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการดูแลป่าและน้ำด้วยตนเอง ท่านระบุว่าก่อนจะถึงวันประกาศนี้ ทีมงานและชาวบ้านได้ใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการเก็บข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านจำนวนประชากร แผนที่ทรัพยากร และภูมิปัญญา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าชุมชนมีระบบการจัดการที่ชัดเจน
ในทางปฏิบัติ ชุมชนบ้านสบโขงมีกฎระเบียบที่เข้มแข็งในการดูแลพื้นที่ เช่น การแบ่งโซนป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำกินอย่างเด็ดขาด การห้ามขายที่ดินให้คนนอก ตลอดจนการกำหนดเขตอภัยทานปลาในลำน้ำ ทว่าภายใต้การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ที่ตึงตัว วิถีเหล่านี้กลับถูกมองข้าม เช่น กรณีเครื่องมือดักปลาพื้นบ้านที่เคยใช้กันมานานแต่กลับถูกสั่งให้รื้อถอน ซึ่งนายไวยิ่งมองว่าหากรัฐตัดสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชาวบ้านจนหมดสิ้น ก็จะทำให้แรงจูงใจในการช่วยภาครัฐดูแลป่าไม้ลดลงตามไปด้วย
.
• จากระดับท้องถิ่นสู่การจับตาในระดับสากล | ความน่าสนใจของการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงกับโครงการ Inclusive Conservation Initiative (ICI) ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศทั่วโลกที่ดำเนินโครงการนี้ และบ้านสบโขงก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบจากทั้งหมด 11 ลุ่มน้ำในไทย
นายกิติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี จากทีมบริหารจัดการโครงการ ICI ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชาคมโลกเริ่มตระหนักแล้วว่า พื้นที่ที่ชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่คือแหล่งที่ยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ดีที่สุด ดังนั้นการสนับสนุนให้ชุมชนได้รักษาภูมิปัญญา เช่น การบวชป่า การดูแลต้นน้ำ และการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี จึงเป็นทางออกสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก
ทางด้าน นายจรุญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภออาวุโสอำเภอสบเมย ได้สะท้อนมุมมองในเวทีเสวนาว่า แม้ความเจริญจะเข้ามาเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ "รากเหง้า" เช่น พันธุ์พืชพื้นบ้านและวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมยังคงอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
.
• บทสรุปและก้าวต่อไป | การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง-ห้วยมะน้ำ จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง "พื้นที่กลาง" เพื่อเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนหวังว่าโมเดลนี้จะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลป่า และเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎมาเป็นผู้สนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้ดูแลบ้านของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้หลักการที่ว่า "มนุษย์กับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล" หากมีกฎระเบียบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต
__________
©มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ - Wisdom of Ethnic Foundation
การฝึกอบรมจัดทำไม้กวาดจากดอกก๋งชุมชนบ้านแม่เอาะ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ชุมชนบ้านแม่เอาะ หมู่ที่ 10 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมการจัดทำไม้กวาดจากดอกก๋ง ณ ศาลาชุมชนบ้านแม่เอาะ โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ประชาชนในพื้นที่
กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีอธิษฐานเปิดโดยอาจารย์สะกรีนพอ ปรีชาเลิศวิไล กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโดยนายปัจจัย ชำนิสารพันการ ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่เอาะ พร้อมแนะนำคณะทำงานและวิทยากร จากนั้นมีการชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการโดยนายนวพล คีรีรักษ์สกุล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากชุมชน และการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้านในการผลิตสินค้าหัตถกรรมที่สามารถสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืน
การฝึกอบรมภาคปฏิบัติดำเนินการโดยอาจารย์บุญจันทร์ จันหม้อ ซึ่งถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำไม้กวาดจากดอกก๋ง ตั้งแต่การเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดเป็นอาชีพได้จริงในชีวิตประจำวัน
กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของชุมชนบ้านแม่เอาะอย่างยั่งยืนต่อไป
ประชุมเตรียมประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขงและบ้านห้วยมะน้ำ จังหวัดแม่ฮ่องสอน
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ณ โบสถ์บ้านสบโขง ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการจัดประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการประกาศ เขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนกะเหรี่ยงในลุ่มน้ำห้วยแม่โขง
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ข้อมูลชุมชน การจัดนิทรรศการ การต้อนรับหน่วยงานภาคีเครือข่าย และการบริหารจัดการงบประมาณสำหรับการจัดงานในเดือนถัดไป
ภายในเวทีมีการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ความพิเศษของชุมชน” อาทิ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การแต่งกาย ภาษา การสานหัตถกรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว ตลอดจนการสืบทอดวิถีชีวิตอย่างสงบร่มเย็นในพื้นที่
ทั้งนี้ การประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชน ลดปัญหาการสูญเสียอัตลักษณ์ และส่งเสริมการพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชาติพันธุ์
กำหนดการจัดงานประกาศพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษจะจัดขึ้นในวันที่ 26–27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากหมู่บ้านเครือข่าย หน่วยงานภาครัฐ ภาคีองค์กร นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป พร้อมกิจกรรมสำคัญ เช่น นิทรรศการชุมชน การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการจำหน่ายผลผลิตพื้นบ้าน
การดำเนินงานดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองพื้นที่วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการรักษาภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
กิจกรรมแปรรูปผลผลิตชุมชนบ้านแม่หาด “ การทำน้ำพริกบะเกอเออ ”
การฝึกอบรมการแปรรูปผลผลิตจากชุมชนบ้านแม่หาด เป็นการนำเอาพืชอาหารจากไร่หมุนเวียน มาแปรรูปเป็นอาหารบรรจุลงในภาชนะต่าง ๆ และทำเป็นของฝากที่ระลึกหรือจำหน่ายเป็นสินค้าของชุมชน โดยการอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแปรรูปพืช บะเกอเออ ทำเป็นน้ำพริกกระปุก มีวิทยากรจากคณะครูโรงเรียนบ้านแม่หาด ร่วมกับผู้รู้ชุมชน ได้มารวมกันเป็น และกลุ่มสตรีชุมชนบ้านแม่หาดมารวมกันจัดตั้งกลุ่ม ชื่อกลุ่มน้ำพริกบะเกอเออแม่หาด สมาชิกเริ่มก่อตั้งกลุ่มจำนวน 24 คน โดยการประสานงานจากมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ภายใต้การสนับสนุนโครงการริเริ่มการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม โดยกองทุนชุมชน เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีการสร้างมูลค่าผลผลิตของชุมมชนออกมาเป็นสินค้าที่หลากหลายเพื่อให้เกิดรายได้ของกลุ่มสตรีในชุมชน กิจกรรมฝึกอบรมการแปรรูปผลผลิตชุมชนบ้านแม่หาด
จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 – 21 มกราคม 2569 ณ บ้านแม่หาด ตำบลแม่สวด อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
แม่ฮ่องสอน – ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มขวดขึ้น กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโผล่วในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่โขงตอนบนได้ลุกขึ้นมายืนยันสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง โดยเมื่อวันที่ 26–27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ บ้านสบโขง ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการจัดงานประกาศให้พื้นที่ "บ้านสบโขง–ห้วยมะน้ำ" เป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษลำดับที่ 24 ของประเทศไทย
• เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ องค์กรพัฒนาเอกชนอย่างมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ และมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบต.แม่สวด รวมถึงโครงการอนุรักษ์ระดับสากลอย่าง Inclusive Conservation Initiative (ICI) เพื่อสร้างเกราะคุ้มครองวิถีชีวิตดั้งเดิมที่กำลังถูกเบียดขับด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายและเศรษฐกิจสมัยใหม่
• แรงบีบคั้นจากกฎหมายป่าไม้และการรุกคืบของเกษตรเชิงเดี่ยว | ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนบ้านสบโขงและบ้านห้วยมะน้ำ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อพื้นที่ทำกินและอยู่อาศัยที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกประกาศทับซ้อนด้วยกฎหมายป่าไม้ของรัฐ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พื้นที่ดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความกังวลว่าวิถีการทำกินแบบ "ไร่หมุนเวียน" ซึ่งเป็นหัวใจหลักของวัฒนธรรมกะเหรี่ยงจะกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
นอกจากปัญหาด้านกฎหมายแล้ว พื้นที่สูงในภาคเหนือยังเผชิญกับการรุกคืบของพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวที่มาพร้อมกับการใช้สารเคมีอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ระบบนิเวศดั้งเดิมและความหลากหลายทางชีวภาพเริ่มเสื่อมโทรมลง การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ชาวบ้านนำมาใช้สื่อสารกับสาธารณะว่า พื้นที่ของพวกเขามีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพและควรค่าแก่การคุ้มครองตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553
• วัฒนธรรมไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่คือหน้าที่ดูแลทรัพยากร | นายไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ให้ทัศนะในเชิงรายงานสถานการณ์ว่า การประกาศเขตพิเศษนี้ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิเหนือพลเมืองกลุ่มอื่น แต่เป็นการยืนยันสถานะความเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการดูแลป่าและน้ำด้วยตนเอง ท่านระบุว่าก่อนจะถึงวันประกาศนี้ ทีมงานและชาวบ้านได้ใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการเก็บข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านจำนวนประชากร แผนที่ทรัพยากร และภูมิปัญญา เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าชุมชนมีระบบการจัดการที่ชัดเจน
ในทางปฏิบัติ ชุมชนบ้านสบโขงมีกฎระเบียบที่เข้มแข็งในการดูแลพื้นที่ เช่น การแบ่งโซนป่าอนุรักษ์และพื้นที่ทำกินอย่างเด็ดขาด การห้ามขายที่ดินให้คนนอก ตลอดจนการกำหนดเขตอภัยทานปลาในลำน้ำ ทว่าภายใต้การบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ที่ตึงตัว วิถีเหล่านี้กลับถูกมองข้าม เช่น กรณีเครื่องมือดักปลาพื้นบ้านที่เคยใช้กันมานานแต่กลับถูกสั่งให้รื้อถอน ซึ่งนายไวยิ่งมองว่าหากรัฐตัดสิทธิในการจัดการทรัพยากรของชาวบ้านจนหมดสิ้น ก็จะทำให้แรงจูงใจในการช่วยภาครัฐดูแลป่าไม้ลดลงตามไปด้วย
• จากระดับท้องถิ่นสู่การจับตาในระดับสากล | ความน่าสนใจของการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงกับโครงการ Inclusive Conservation Initiative (ICI) ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 9 ประเทศทั่วโลกที่ดำเนินโครงการนี้ และบ้านสบโขงก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบจากทั้งหมด 11 ลุ่มน้ำในไทย
นายกิติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี จากทีมบริหารจัดการโครงการ ICI ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชาคมโลกเริ่มตระหนักแล้วว่า พื้นที่ที่ชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่คือแหล่งที่ยังคงความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ดีที่สุด ดังนั้นการสนับสนุนให้ชุมชนได้รักษาภูมิปัญญา เช่น การบวชป่า การดูแลต้นน้ำ และการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี จึงเป็นทางออกสำคัญของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลก
ทางด้าน นายจรุญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภออาวุโสอำเภอสบเมย ได้สะท้อนมุมมองในเวทีเสวนาว่า แม้ความเจริญจะเข้ามาเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ "รากเหง้า" เช่น พันธุ์พืชพื้นบ้านและวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมยังคงอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง
• บทสรุปและก้าวต่อไป | การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง-ห้วยมะน้ำ จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง "พื้นที่กลาง" เพื่อเจรจากับหน่วยงานภาครัฐ ชุมชนหวังว่าโมเดลนี้จะช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่รัฐในการดูแลป่า และเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้คุมกฎมาเป็นผู้สนับสนุนให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้ดูแลบ้านของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี ภายใต้หลักการที่ว่า "มนุษย์กับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล" หากมีกฎระเบียบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของชีวิต
__________
ข้อมูล ©มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ - Wisdom of Ethnic Foundation
เยาวชนกะเหรี่ยงลุ่มน้ำห้วยแม่โขง: ผู้สืบสานเรื่องราวไร่หมุนเวียน ผ่านค่ายวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
ไร่หมุนเวียนเคยถูกสังคมส่วนใหญ่ตีตราว่าเป็นการทำเกษตรล้าหลังและทำลายป่า แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม งานวิจัยมากมายยืนยันแล้วว่า “ระบบไร่หมุนเวียน คือ ภูมิปัญญาเกษตรนิเวศ ที่ช่วยฟื้นฟูดิน รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และจัดการไฟป่าได้อย่างแยบยล
สำหรับชาวกะเหรี่ยง ไร่หมุนเวียนไม่ใช่แค่แปลงเพาะปลูก แต่คือห้องครัวธรรมชาติ แหล่งอาหาร และพื้นที่แห่งจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงคนกับป่า
เด็กๆ ในชุมชนได้รับการปลูกฝังให้เข้าใจว่าไร่หมุนเวียนคือรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร และเป็นวิถีชีวิตที่สะท้อนความสัมพันธ์อย่างเกื้อกูลระหว่างคนกับธรรมชาติ การที่มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ โรงเรียนล่องแพวิทยา และชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งลุ่มน้ำห้วยแม่โขง ภายใต้โครงการริเริ่มอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (ICI) ได้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนบันทึกเรื่องราว ถ่ายทอดบทเรียน และเรียนรู้จากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน คือก้าวสำคัญที่ทำให้ภูมิปัญญานี้ไม่สูญหายไปกับแรงกดดันจากสังคมภายนอก
สาระที่เยาวชนเหล่านี้เลือกถ่ายทอด ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าในท้องถิ่น แต่เป็นการตั้งคำถามต่อสังคมไทยในวงกว้างว่า “เราจะยังมองไร่หมุนเวียนเป็นภัยต่อป่า หรือจะยอมรับมันในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณูปการต่อโลก?”
การที่เยาวชนลูกหลานชุมชนกะเหรี่ยงก้าวขึ้นมาสืบสานและสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ ไม่เพียงรักษาภูมิปัญญาบรรพชน แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สังคมได้เห็นว่า การอยู่กับป่าไม่ใช่การทำลาย แต่คือการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน บทเรียนจากห้วยแม่โขงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของชุมชนเล็กๆ หากแต่เป็นบทสะท้อนที่สังคมไทยควรรับฟังอย่างจริงจัง การคัดเลือกเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนล่องแพวิทยา มาทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาไม่เพียงเรียนรู้วิชาการในห้องเรียน แต่ยังเป็น “ผู้สืบทอด” ของชุมชนกะเหรี่ยงที่กำลังต่อสู้เพื่อรักษามรดกภูมิปัญญาเก่าแก่ “ไร่หมุนเวียน หรือ คึ-ฉื่ย” พวกเด็กๆ จึงเป็นผู้จารึกวัฒนธรรมของการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกใบนี้
“ผืนป่า ผืนผ้า และห้องเรียน: เมื่อไร่หมุนเวียนเชื่อมโยงชุมชนกับโรงเรียน”
ในขณะที่สังคมภายนอกมอง “ไร่หมุนเวียน” ของชาวกะเหรี่ยงเป็นตัวการทำลายป่าและสร้างหมอกควัน แต่สำหรับชุมชนลุ่มน้ำห้วยแม่โขง ไร่หมุนเวียนกลับเป็นรากฐานแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความยั่งยืนที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน ไม่เพียงเป็นระบบเกษตรที่ฟื้นป่าและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังเชื่อมโยงไปสู่การสร้างสรรค์หัตถกรรมที่งดงามอย่าง “ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติ”
ภูมิปัญญาการย้อมสีที่ใช้เปลือกไม้ ใบไม้ หรือแม้แต่หินตะกอนจากลำธาร กำลังถูกปลุกชีวิตขึ้นใหม่ในค่ายวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมชุมชนลุ่มน้ำห้วยแม่โขง ที่นี่ เด็ก เยาวชน และผู้มาเรียนรู้ได้สัมผัสการทอผ้า การย้อมสี และการฟังเรื่องเล่าของป่า ซึ่งไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือบทเรียนว่ามนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเคารพได้
ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์กับชุมชนลุ่มน้ำห้วยแม่โขง และโรงเรียนล่องแพวิทยาในอำเภอสบเมย คืออีกมิติสำคัญ ครูและนักเรียนไม่ได้เพียงแค่เรียนวิทยาศาสตร์ในห้องเรียน แต่ลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับชุมชน วิเคราะห์กระบวนการย้อมสีด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่อย่างการย้อมสีจากหินตะกอน การค้นพบนี้กลายเป็น “สะพานแห่งความรู้” ที่ทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิชาการสมัยใหม่มาบรรจบกันอย่างงดงาม
ในอนาคต หากพัฒนาเป็นรายได้จากการจำหน่ายผ้าทอที่มีเรื่องราวของธรรมชาติ ยังถูกนำกลับไปใช้ฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำ เกิดเป็น “วงจรเศรษฐกิจเพื่อการอนุรักษ์” ที่ไม่เพียงเลี้ยงชีพผู้คน แต่ยังคืนชีวิตให้ธรรมชาติ ค่ายวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมและโรงเรียนล่องแพวิทยาจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่เรียนรู้ แต่คือเวทีที่บอกเล่าอนาคตใหม่ ว่า “การพัฒนา” ไม่จำเป็นต้องสวนทางกับการอนุรักษ์ หากแต่สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
วัฒนธรรม “เดปอถู่” เชื่อมสายใยคนกับป่า บ้านห้วยส้มป่อย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ 17–18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา บ้านห้วยส้มป่อย หมู่ 8 ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรมและพิธีกรรม "เดปอถู่" ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างชุมชนกับผืนป่า โดยความร่วมมือของคณะกรรมการกลุ่มอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอำเภอจอมทอง บ้านห้วยส้มป่อย มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวกะเหรี่ยงจังหวัดเชียงใหม่ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงองค์กรภาคี ได้แก่ มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม (IPF) และมูลนิธิรักษ์ไทย
กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เดปอถู่ สายใยคนกับป่า” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.สืบสานวัฒนธรรมและฟื้นฟูพิธีกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามจารีตประเพณีของชาวปกาเกอะญอ
2.เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรภาคีเพื่อสร้างแนวทางพัฒนาร่วมกันในอนาคต
3.ฟื้นฟูแนวเขตป่าอนุรักษ์และพื้นที่ต้นน้ำที่เป็นศูนย์รวมความเชื่อของชุมชน
“เดปอถู่” คือพิธีกรรมที่สื่อถึงสายสัมพันธ์ของเด็กกับธรรมชาติ โดยเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ พ่อจะนำรกใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปผูกไว้กับต้นไม้ ซึ่งจะถือเป็นต้นไม้ประจำตัวของเด็กคนนั้นและจะไม่ถูกทำลาย นับเป็นการอนุรักษ์ป่าในรูปแบบของความเชื่อที่ลึกซึ้ง ภายในงานมีการผูกเดปอถู่ การแสดงดนตรีชนเผ่าโดย “จุ๊ย เตหน่ากู” และนิทรรศการให้ความรู้จากมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์และมูลนิธิรักษ์ไทย นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ "การจัดการทรัพยากรโดยชุมชน" โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วม
อีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างสีสันให้กับงาน คือการแสดงของนักเรียนจากศูนย์เด็กเล็กโรงเรียนบ้านห้วยส้มป่อย และกิจกรรมระบายสีภาพ “เดปอถู่” เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าแสดงออก รักศิลปะ และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น
ในขณะเดียวกัน มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ยังได้ดำเนินโครงการ “ลดเหล้า ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้” โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งขณะนี้มีชาวบ้านที่ตั้งใจลดหรือเลิกเหล้ากว่า 20 ราย มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับบุคคลและครอบครัว พร้อมทั้งจัดกิจกรรมศึกษาดูงานทั้งด้านการเลิกเหล้าและพัฒนาอาชีพในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น บ้านป่าดำ อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน วิสาหกิจชุมชนแม่ขนิเหนือ อ.หางดง และแปรรูปสมุนไพรบ้านตับเต่า
กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ที่เชื่อมโยงคน ป่า และอนาคตที่ยั่งยืนของชาวบ้านห้วยส้มป่อยอย่างเป็นรูปธรรม.
_____________________
ขอบคุณข้อมูล: ภูมิปัญญาชาติพันธุ์
ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ (มภช.) ร่วมกับองค์กรภาคีชนเผ่าพื้นเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการ "การริเริ่มการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วมแบบครอบคลุม (Inclusive Conservation Initiative – ICI)" ณ ห้องประชุม SPP แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีผู้เข้าร่วมจากกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ตัวแทนจากโรงเรียนในพื้นที่ดำเนินงานต่างๆ และองค์กรที่เกี่ยวข้องรวมกว่า 40 คน
ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน | โครงการ ICI มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองมีบทบาทสำคัญในการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติผ่านการศึกษาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม ภายในการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวทางการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาพื้นบ้าน รวมถึงร่วมกันออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน
กิจกรรมและประเด็นสำคัญในการประชุม | 1.การแลกเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนการสอนด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 2.การออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับโรงเรียนและชุมชนเป้าหมาย 3.การวางแผนงานประจำปี 2568 เพื่อผลักดันการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ โดยช่วงบ่ายของการประชุม ผู้เข้าร่วมได้แบ่งกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโครงสร้างหลักสูตร ครอบคลุมเนื้อหาด้านวัฒนธรรม การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และแนวทางการสืบทอดองค์ความรู้ให้แก่เยาวชน
ขยายผลสู่การปฏิบัติจริง | ผลลัพธ์ที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำไปปรับใช้กับโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษา โดยมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์จะทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนงบประมาณ การฝึกอบรม และการติดตามผลต่อไป
โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ในการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติผ่านกระบวนการศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง เพราะเราเชื่อว่า "การเรียนรู้ที่ดี จะนำไปสู่การอนุรักษ์ที่ยั่งยืน"
ขอบคุณภาพและข้อมูล: มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์
“เ ด ป อ ถู่”
ของชนเผ่าพื้นเมือง “ปวาเกอะญอ”
วันที่ 14 มิถุนายน 2567 ณ ป่าต้นน้ำบ้านแม่ขอ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “เดปอถู่” อวยพรป่าต้นไม้ของฉัน โดยมีนายสุระวุธ จันทร์งาม นายอำเภอแม่แจ่ม นายไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ นายสมเกียรติ รักษ์วนาสวรรค์ ผู้ใหญ่บ้านแม่ขอ นางสาวศศิ นิรมลมณฑล ตัวแทนกลุ่มสตรี มีตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำบลแม่นาจร คณะครูและนักเรียน รวมถึงชุมชนใกล้เคียง 6 หมู่บ้าน เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้
“เดปอถู่” แปลตรงตัวได้ความว่า “ป่าสะดือ” เป็นกิจกรรมที่ได้จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อของชุมชนที่มีต่อป่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บนฐานองค์ความรู้ภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองปวาเกอะญอ ”
สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ชุมชนมีการปรับเปลี่ยนตามความเชื่อของชุมชน โดยมีการทำสัญญาลักษณ์ ด้วยการผุกเดปอกับต้นไม้ และมีศาสนาจารย์มาเทศนาในเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และการดูแลรักษาป่า รวมถึงประกอบพิธีกรรมอวยพรป่าต้นไม้ของฉัน (แบบคริสเตียน)
“เดปอถู่” เป็นความเชื่อที่ชาวกะเหรี่ยงถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน กล่าวคือ เมื่อเด็กแรกเกิดผู้เป็นพ่อจะนำรกหรือ”เด”บรรจุในกระบอกไม้ไผ่มัดปากกระบอกพันด้วยผ้า รุ่งเช้าผู้เป็นพ่อจะไปผูกติดกับต้นไม้ โดยจะคัดเลือกต้นไม้สมบูรณ์และมีความแข็งแรง ต้นไม้นี้เรียกว่า “เดปอถู่” เชื่อว่า ขวัญของเด็กผู้นั้นจะอยู่กับต้นไม้นั้นตลอดไป
“เดปอถู่” จะได้รับการดูแลคุ้มครองไม่ให้ผู้ใดตัดหรือโค่น หากต้นไม้ถูกตัดหรือโค่นลงเชื่อว่าขวัญของคนๆ นั้นจะไม่มีที่อยู่ จะทำให้เจ้าของ “เด” เจ็บไข้ได้ป่วย ผู้ที่ใดฝ่าฝืนไม่ว่าจงใจหรือไม่ก็ตามจะถูกปรับโทษด้วยการต้องไปขอขมาลาโทษเพราะถือว่าเป็นการหลบหลู่ไม่ให้เกียรติกับเจ้าของ “เด”
ด้วยเหตุนี้ในชุมชนกะเหรี่ยง จะได้พบเห็นต้นไม้ที่ผูกรกกับเด็กจำนวนมากอยู่รอบๆหมู่บ้าน “เดปอถู่” ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การนำ “เด” ของเด็กมาผูกติดกับต้นไม้เท่านั้น แต่มีความเกี่ยวข้องถึงสภาพแวดล้อม การเคารพต่อสิ่งมีชีวิตต่อธรรมชาติ
นอกจากนั้นในงานยังมีการเสวนาในเรื่อง แนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเครือข่ายและองค์กรภาคีได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองต่อการจัดกิจกรรมครั้งนี้ นายสุระวุธ จันทร์งาม นายอำเภอแม่แจ่ม นายนายอุทัย พายัพธนากร ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำแจ่มตอนบน นายสมเกียรติ รักษ์วนาสรรค์ ผู้ใหญ่บ้านแม่ขอ นายไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ นายตะวัน สุริยชัยพันธ์ ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำบลแม่นาจร และนางสาวศศิ นิรมลมณฑล ตัวแทนกลุ่มสตรี ร่วมเสวนา
สำหรับ ชุมชนบ้านแม่ขอ เป็นชุมชนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่โครงการ “ริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม หรือ ICI (Inclusive Conservation Initiative) เป็นโครงการริเริ่มโดย กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) มุ่งเน้นไปที่การสนับสนุน ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น (IPLCs) ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของชนเผ่าพื้นเมืองตามวิถีวัฒนธรรมที่มีมายาวนานในการปกป้องธรรมชาติ ICI-เป็นแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์ที่ตระหนักถึงคุณค่ามหาศาลของการเสริมพลังชุมชนของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นให้เป็นผู้พิทักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลก
การประชุมเสริมสร้างการพัฒนาศักภาพ
แกนนำลุ่มน้ำแจ่ม
———————
โครงการ เสริมพลังชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีส่วนร่วม
Indigenous communities Empowerment on inclusive participation in natural resources and biodiversity management (ICI-NRBM)
———————
เมื่อวัน8มีนาคม2567ณ.แม่เอาะกลาง ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่